วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555
AB Art สกรีนเสื้อในรูปแบบแนวศิลป์
รับสกรีนเสื้อลายสวยๆมากมายสำหรับทุกท่านทุกแนวมีให้ท่านเลือกมากมายทั้งปลีกและส่งสนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณ อั๋น ชัยขาญ 0800888910
วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555
AB Art รับสกรีนเสื้อในโอกาสต่างๆ เสื้อทีระลึก เสื้อทีม
เสื้อยืดย้อนยุค....เพื่อถวิลหา คือ ความยั่งยืนกว่าเสื้อยืดที่บอกว่า " ไปมาแล้ว"
ฉันรักปาย
ไปปายมาแล้ว
ถนนคนเดิน
ตรอกข้าวสาร
ถนนข้าวเหนียว
เรารักเกาะเกร็ด
ครั้งหนึ่งที่อัมพวา
คำกล่าวเหล่านี้เป็นคำกล่าวลอยๆ ผู้ที่ได้อ่านอาจงง เพราะคิดว่าเป็นเพียงคำกล่าวบ่งบอกสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นที่นิยมและรู้จักกันดีในเมืองไทย ที่ถูกใจคนไทยรุ่นใหม่ คนวัยทำงาน รวมถึงคนมีครอบครัวแล้ว แต่ถ้าหากพิจารณาให้ดี นี่คือ พลังของคำ ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินเป็นทองได้ หากคำเหล่านี้ไปอยู่ ถูกที่ถูกทาง โดยเฉพาะบนเสื้อยืด ที่วางขายตามแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้น เพื่อผู้สวมใส่ที่ซื้อไปจะได้ บ่งบอกให้ใครๆรู้ว่า มาถึงแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิต สุดฮิปเหล่านี้แล้ว
ลองมองย้อนไปถึงช่วงเวลาในอดีตหากคุณได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม มักจะเจอช่างภาพนิรนาม แอบถ่ายภาพของคุณขณะทำกิจกรรมต่างๆอย่างไม่รู้ตัวไม่ว่าจะเป็นนั่งพายอยู่บนเรือแจวที่ตลาดน้ำ กำลังดูจระเข้กินไข่ที่ฟาร์มจระเข้ หรือแม้แต่ขณะเดินข้ามสะพานที่บ้านเพ เป็นต้น
กว่าจะรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าของปาปารัซซี่เหล่านี้ ก็เป็นเวลาที่ต้องเดินทางกลับ แล้วไปจ๊ะเอ๋เข้ากับรูปตัวเอง เมื่อถูกล้างออกมาจากฟิล์มเรียบร้อยแล้ว รวมถึงขั้นตอนการตัดมาแปะที่จานกลมๆ ที่สกรีนหรือพิมพ์ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้นแล้ว
ทำให้หลายๆคนจำใจที่จะต้องจ่ายเงินไปอย่างเสียมิได้ เพราะไม่อยากให้รูปของตัวเองถูกดึงออกและนำไปทิ้ง เพื่อนำรูปคนใหม่ที่ถูกแอบถ่ายมาติดต่อไป
นี่คือการสร้างรายได้แบบเก่าๆของคนเก่าๆ แต่ในปัจจุบันหากคุณเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่างๆ แม้จะไม่มีคนมาถ่ายรูป ก็ต้องพบกับสิ่งที่จะทำให้คุณสามารถไปบอกใครๆว่ามาที่นี่แล้ว นั่นก็คือ " เสื้อสกรีนหรือพิมพ์ลาย หรือคำพูด "
ความรู้สึกของคุณและคนส่วนใหญ่ก็คือ ต้องการที่จะซื้อเสื้อเหล่านี้ ทั้งๆที่มีเพียงคำพูด นี่จึงเป็นคำกล่าวที่ว่า " เอาพลังของคำมาทำเป็นเงินได้อย่างถูกที่ถูกทางถูกประเด็น"
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ เมื่อคุณไปอยู่ที่สถานที่นั้น บรรยากาศแห่งนั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยมายังสถานที่แห่งนั้นมาก่อนก็พยายามที่จะซึมซับกับบรรยากาศสถานที่แห่งนั้นให้มากที่สุด โดยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ทำให้เกิดการซื้อเสื้อยืดเหล่านี้อย่างง่ายดาย
ในช่วงแรกที่มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสผลิตเสื้อยืดในลักษณะนี้ออกมา ก็ได้รับความนิยมมหาศาล สันนิษฐานกันว่ามีจุดกำเนิดมาจากเมืองปาย และถนนคนเดินเชียงใหม่ เพราะเป็นเสื้อยืดที่สื่อความหมายประมาณว่า " ไปสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆมาแล้ว"
พ่อค้า แม่ค้า หรือผู้ประกอบการในเมืองท่องเที่ยว หรือมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ เป็นแหล่งทำเงิน ต่างหันมาผลิตเสื้อยืดในลักษณะที่มีเพียงคำพูดมากมายทั่วประเทศ
ในที่สุดเมื่อมีผู้ผลิตมากมาย โดยเฉพาะเกินกว่าจำนวนคนที่จะซื้อ ที่สำคัญนี่คือสินค้าแฟชั่นที่มาเร็วไปเลย อีกทั้งยังมีเกร่อทั่วไปเรียกได้ว่า ใครๆ ก็ทำขาย
ส่งผลให้เสื้อลักษณะนี้เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันขายไม่ค่อยออก ไม่มีใครโดยเฉพาะวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ต้องการใส่เสื้อยืดเชยๆ ที่มีแบบและคำสไตล์คล้ายๆกันแบบนี้อีกต่อไป
ยังมีตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงออกให้เห็นถึงการหลีกหนีจากเสื้อยืดแบบนี้ในลักษณะเดิม สู่การออกแบบที่เรียกว่า " คิดใหม่ ทำใหม่" โดยไม่ทิ้งกลิ่นอายดั้งเดิม
เสื้อยืดยี่ห้อ ลืมไม่ลง จากไอเดียของ ซูริค เจ้าของร้านเล็กๆชื่อเดียวกับยี่ห้อเสื้อ ซึ่งร้านตั้งอยู่ที่ท่าพระจันทร์ คือเสื้อยืดที่ขายดีและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
นั่นเพราะ ซูริค สร้างจุเด่นเป็นเอกลักษณ์ให้กับเสื้อยืดของเธอด้วยสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์ถวิลหาอดีต หรือ Nostalgia มาเป็นจุดขาย ผ่านลาพิมพ์และลายสกรีนบนเสื้อยืด ที่ออกมาในแนวย้อนยุคแบบไทยๆ ที่ดูแล้วจริงใจ อบอุ่น เข้าใจง่าย เหมือนได้กลับไปสัมผัสความเพลิดเพลินของวันวานอีก
โดยแนวทางที่ ซูริค เลือกใช้กับเสื้อยืดของเธอนั้น เรียกว่า Nostalgia Marketing ในอดีตนิตยสาร a day เคยใช้แนวทางนี้เป็นการเปิดตัวนิตยสารเล่มแรกๆ จนกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้ได้รับความสนใจจากสังคมแวดวงธุรกิจสิ่งพิมพืมาแล้ว ผ่านการนำเสนอเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนและสังคม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ น้ำพุ หรือวงศ์เมือง นันทขว้าง เรื่องของโดเรมอน เรื่องคุณเต๋อ เรวัตร วุฒินันท์ เรื่องของซูโม่สำอาง เรื่องของกลุ่มคนทำนิตยสารไปยาลใหญ่ ซึ่งล้วนก็สร้างปรากฏในระดับ Talk of the Town ยอดขายได้ดีมากๆ
รวมถึงพ่อค้า แม่ค้าหัวใส นำของที่มีจำหน่ายตั้งแต่สมัยเด็กๆแต่หายไปจากสายพานการผลิตมานับสิบปี เช่น หมากฝรั่งทรงบุหรี่ ช็อคโกแลตลูกกลมๆ มะนาวดองรสเปรี้ยว เป็นต้น
ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำกลับมาผลิตใหม่อีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่โรงงานส่งขายตามต่างจังหวัด แต่เพราะขายแข่งกับขนมกรุบกรอบ ที่ขายอยู่ทั่วไปไม่ได้ พ่อค้า แม่ค้าเหล่านี้เห็นช่องทางการจำหน่าย เลยรวมขนมเหล่านี้มาขายเป็นแพ็คๆ ในถุึงพลาสติก วางขายตามแหล่งท่องเที่ยวเน้นสถานที่ท่องเที่ยวย้อนยุค เช่น เกาะเกร็ด ตลาดสามชุก ก้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยผู้ซื้อไม่ใช่เด็กๆตัวเล็กๆ แต่เป็นผู้ใหญ่นี่เองที่ซื้อ เพราะมีความทรงจำดีๆกับขนมเหล่านี้
จึงไม่ต่างจากการที่ ซูริค นำแนวอารมณ์ของทวิลหามาใส่บนเสื้อยืดยี่ห้อ ลืมไม่ลง ผ่านการพิมพ์ หรือสกรีนลายเสื้อที่เน้นรูปแบบและตัวอักษรย้อนยุค กำหนดและคุมโทนสีให้มีความฉูดฉาด แต่เข้ากัน เช่น ลายสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ปัจจุบันร้านเล็กๆของเธอมีแบบเสื้อในแนวเดียวกันกว่า 80 แบบ และค่อยๆทยอยออกแบบลายใหม่ๆ เดือนละ 2 ลาย โดยมีราคามาตรฐาน ทุกไซส์ราคาเดียว คือ 180 บาท บรรจุในแพ็กเกจถุงกระดาษหิ้วที่ทำให้นึกถึงอารมณ์ถวิลหาอดีต
นี่จึงเป็นเรื่องอารมณ์ถวิลหา ที่สร้างมูลค่าให้เสื้อยืดธรรมดาให้กลายมาเ็นสินค้ายอดนิยม ที่โดนใจและตรงใจผู้คนในสังคมยุคนี้ ที่ชอบย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวความทรงจำอันหอมหวาน สุข สดใสในอดีต
จึงเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตเสื้อยืดนำไปปรับใช้ หรือพัฒนาเสื้อยืดของคุณ ให้ห่างไกลจากการผลิตเสื้อยืดที่พิมพ์ถ้อยคำ หรือมีเพียงชื่อของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แค่เพียงเท่านั้น
เพราะหากคิดได้แค่นี้ และทำตามๆกันไปไม่ช้าไม่นานก็จะไม่ได้รับความนิยมจากความเกร่อ แล้วคนที่เข้ามาทำธุรกิจนี้มากมายก็จะต้องล้มหายตายจาก ไม่ประสบความสำเร็จ และต้องไปดั้นด้นหาแนวทางการทำธุรกิจใหม่ๆต่อไปอีก
คนที่จะยืนอยู่ได้ยาวนานและประสบความสำเร็จ จึงต้องเป็นผู้เริ่มก่อน คิดก่อน ทำก่อน เหมือนเสื้อยืด ลืมไม่ลง ไอเดียร์สร้างสรรของผู้หญิงเก่งชื่อ ซูริค ประดิษฐ์สุวรรณ
<a href="http://www.blogpingtool.com%22%3eblog/ Ping Tool</a>
<a href="http://pingates.com%22%3eping/ your blog</a>
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ตัวอย่างสินค้าร้าน กรีรา สปอร์ต
รหัสP001 ราคา 250
ตัดเย็บด้วยผ้า tc ลาครอสสวมใส่แล้วนุ่มสบาย ดูดีมีระดับ
รหัสP002 ราคา 150
ตัดเย็บด้วยผ้า จูติไมโค สวมใส่แล้วนุ่มสบาย ดูดีมีระดับ
ร้าน กรีรา สปอร์ต
รหัส G003 ราคา 150
ตัดเย็บด้วยผ้า ไมโค นิ่ม เบาบาง สวมใส่สะบายเหมาะ
สำหรับการทำชุด ทีมฟุตบอล ทำชุดกีฬาประจำโรงเรียน
ร้าน กรีรา สปอร์ต
รหัสG004 ราคา 90 (เด็ก)
ตัดเย็บด้วยผ้า ฟายฮอ็ก ใส่แล้วนุ่มสะบาย ผ้ายืดยุ่น
ร้าน กรีรา สปอร์ต
รหัส G005 ราคา 150(ผู้ใหญ่)
ตัดเย็บด้วยผ้า IB 450 เนื้อผ้ายืดยุ่น สวมใส่นุ่มสะบาย
ร้ากรีรา สปอร์ต
HostGator promotion code
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ตัวอย่างสินค้า ab_art T-shirt
รหัส024 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส023 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส022 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส021 ราคาตัวละ 120บาท
รหัส020 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส019 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส018 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส017 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส016 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส015 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส014 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส013 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส012 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส011 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส010 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส009 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส008 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส007 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส006 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส005 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส004 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส003 ราคาตัวละ 120 บาท
รหัส002 ราคาตัวละ 130 บาท
รหัส001 ราคาตัวละ 120 บาท
Search Engine Submission
If you wish get high ranking in Google. So you need to check our Link Building Services
วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
ประวัติความเป็นมาของเสื้อยืด
สมัยก่อนคนอเมริกันกับคนฝรั่งเศสเคยเถียงกันว่า ใครกันหนอที่เป็นคนทำให้เสื้อยืดแพร่หลาย ฝั่งอเมริกันก็บอกว่าเขานี่แหละที่ทำให้เสื้อยืดเป็นที่รู้จัก เพราะอุตสาหกรรมหนังและเพลง แต่ฝรั่งเศสก็บอกว่าเขาต่างหากที่เป็นต้นไอเดียเสื้อชั้นในของผู้ชายที่ทหาร จีไอเอาไปเลียนแบบ จนกลายมาเป็นเสื้อยืดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเถียงกันอย่างไรคงไม่มีใครมานั่งสนใจว่าใครจะเป็นคนคิดก่อน เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีและใส่เสื้อยืดกันทั้งนั้น
เสื้อยืดเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างจริงๆ นั้น มาจากวัฒนธรรมของอเมริกันโดยแท้ ในยุคทศวรรษ 1950 เริ่มมีการใส่เสื้อยืดกันเดินตามท้องถนน หนังเรื่อง Street Car Name Desire นำแสดงโดยมาร์ลอน แบรนโดที่ออกฉายในปี 1951 และ Rebel Without a Cause นำแสดงโดยเจมส์ ดีน ในปีค.ศ.1955 ตอกย้ำภาพของคนรุ่นใหม่กับเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์รัดรูปเปรี๊ยะ ทำเอาใครต่อใครแต่งตัวเลียนแบบดารากันเป็นแถว แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี เสื้อยืดก็ยังเป็นแฟชั่นที่ดูไม่สุภาพ “โดย ส่วนตัวผมเห็นว่าเสื้อยืดก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถใส่ได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะมีคอวี มีปกหรือคอกลมก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าใส่ไม่ได้ บางงานหากไม่ต้องการอะไรที่เป็นทางการมาก เสื้อยืดแฟชั่นทับด้วยเบลเซอร์สักตัว ก็ดูดีได้” เสื้อยืดแม้ว่าจะสะดวกสบายสวมใส่ง่าย แต่ก็ ‘ไม่ควรจะง่ายทุกโอกาส’
ยุคเริ่มแรกของการเกิดทีเชิ้ตคงไม่แตกต่างจากหนังมากนัก ในแง่ที่ว่า เสื้อยืดเป็นตัวแทนของการต่อต้านสังคม ความรู้สึกของ ‘ความไม่สุภาพ’ ของเสื้อยืดนั้นก็ยังติดตัวมันอยู่จนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญเสื้อยืดสามารถสะท้อนความคิดและบุคลิกของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ถามว่าเราดูคนจากรองเท้าที่ใส่ได้ไหม ก็ได้ครับ แต่ว่าเสื้อยืดราคาถูกกว่าหาซื้อง่ายกว่า ฉะนั้นผมเชื่อว่า ถ้าเราอยากจะรู้จักวัยรุ่นสักคนในสมัยนี้ ต้องดูที่เสื้อยืดที่เขาใส่ ดูคำดูรูปที่อยู่บนเสื้อ เราก็จะรู้ได้ประมาณหนึ่งว่าเขาเป็นคนอย่างไร มันเป็นภาพสะท้อนความคิดของคนๆ หนึ่งที่ต้องการสื่อความคิดของตัวเองได้ดีมาก
เสื้อเชิ้ตเป็นเหมือนผ้าใบสีขาวที่รอคนมาเติมสีแต่ดีกว่าตรงที่เราใส่มันไปไหนมาไหนได้ ในยุคทศวรรษ 1960-1970 ยุค ที่ดนตรีร็อคทรงอิทธิพลอย่างมาก วงดนตรีต่างๆ นำเอาเสื้อยืดมาสกรีนลาย ขายเป็นของที่ระลึกยามที่ออกทัวร์คอนเสิร์ต หรือใช้เป็นสัญลักษณ์ในการแบ่งหน้าที่ระหว่างคนดูกับทีมงานอย่างได้ผล เสียดายที่ไม่มีการจดบันทึกไว้ว่าใครเป็นคนริเริ่มทำ
หลายๆ วงดนตรีขายเสื้อยืดได้พอๆ กับยอดขายอัลบั้มไปแล้วครับ อย่าง The Beatles หากว่า นับเอาจำนวนเสื้อที่เขาขายได้ทั้งหมด ทั้งละเมิดลิขสิทธิ์และถูกกฎหมายแล้วล่ะก็ เผลอๆ ยอดขายอาจไม่ได้น้อยไปกว่ายอดอัลบั้มที่พวกเขาสามารถขายได้ ยุคแรกๆ ของทีเชิ้ตที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการดนตรี ส่วนมากเป็นเสื้อของวงร็อคเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เดอะ โรลลิ่งสโตน (The Rolling Stone) เลด เซปลิน (Led Zeplin) บ๊อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) จิมมี่ เฮ็นดริกซ์ (Jimmy Hendrix) ที เชิ้ตสกรีนลายสัญลักษณ์ของวงบางวง กลายเป็นลายคลาสสิคที่ดีไซเนอร์หลายคนหยิบจับมาใช้จนทุกคนจำได้ ไม่ว่าจะเป็นลายปากแลบลิ้นของ เดอะ โรลลิ่งสโตน หรือว่ามงกุฎและลายธงชาติอังกฤษที่เรามักเห็นคู่กับวงเดอะเซ็กซ์ พิสทอลและวิเวียน เวสต์วู้ด (Vivienne Westwood)
ว่าไปแล้วเธอก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและดนตรีเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ยุคแรก การเปลี่ยนชื่อร้านของเธอจาก ‘Let it Rock’ มาเป็น ‘Too Fast to Live Too young to Die’ สะท้อน ความคิดที่ได้รับมาจากฮิปปี้และดนตรีร็อคโดยตรง การเข้าไปมีส่วนสำคัญของการดังเป็นพลุแตกของเดอะเซ็ก พิสตอล ที่สามีของเธอขณะนั้น (มัลคอม แมคลาเรน-Malcom McLaren) เป็นผู้จัดการวง ทำให้ภาพลักษณ์ของวิเวียน เวสต์วู้ดไม่เคยหลุดอกจากความเป็นพังค์ที่กอดเกี่ยวกับดนตรีอย่างแยกไม่ออก
ดนตรี และแฟชั่นก็ไม่เคยห่างกัน บางครั้งดนตรีและนักดนตรีก็เป็นตัวกำหนดรูปแบบของแฟชั่นของแต่ละยุคแต่ละ สมัยไปโดยปริยาย และทีเชิ้ตก็ไม่เคยหลุดเทรนด์ หลังๆ คุณคงเริ่มสังเกตว่าทีเชิ้ตไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่วงร็อคเท่านั้น ทีเชิ้ตรัดติ้วแบบที่ริกกี้ มาร์ตินใส่ก็ทำให้คนฮิตกันไปทั่ว หรือทีเชิ้ตสกรีนตัวหนังสือ ‘Britney Spear’ ที่แปะอยู่บนเสื้อของมาดอนน่า ทำเอาใครต่อใครต้องหามาใส่ เสื้อยืดเป็นตัวบอกรสนิยมอย่างจงใจ
หลังยุคทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เสื้อผ้ายี่ห้อดังต่างๆ เริ่มหันมาสนใจกับตลาดทีเชิ้ตแบบที่นิยมมากในยุคนั้นก็คือทีเชิ้ตสีขายสกรีนโลโก้ปะติดกลางหน้าอก คาลวิน ไคลน์ เป็นตลาดไฮแบรนด์เจ้าแรกๆ ที่ทำให้เกิดกระแสนี้จนกระทั่งลามไปถึงเจ้าอื่นๆ แต่ตอนนี่ทีเชิ้ตสุดฮิตในหมู่นักร้องและศิลปินของอเมริกาไม่มีทีเชิ้ตไหน เกิน anti-bush-t-shirt ที่ขายอยู่ในเว็บไซท์ www.bant-shirt.com ไป ได้ เพราะก่อตั้งโดยจุดประสงค์เพื่อต้องการรณรงค์และต่อต้านความไม่ชอบธรรมของ ท่านผู้นำที่ปิดหูปิดตาประชาชน แล้วทำตัวเหมือนพระเจ้าที่ชี้นิ้วกำหนดทุกอย่าง ในเว็บไซท์นี้จึงมีเสื้อยืดต่อต้านการเมือง รณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม และทีเชิ้ตส่งเสริมมนุษยชน ใครเห็นแล้วอยากทำล้อเลียนผู้นำบางประเทศก็ไม่น่าจะผิดแต่ประการใด
แนวความคิดการผลิตเสื้อทีเชิร์ตมาจาก ชั้นใน ซึ่งพัฒนามาจากเสื้อชั้นใน เสื้อนั้นมีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ และค่อยๆ ได้รับความนิยม จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ต้นกำเนิดของทีเชิร์ตก็ได้เกิดขึ้น โดยมีการอ้างสถานที่เกิดอย่างน้อยก็ในแคลิฟอร์เนีย และ สหราชอาณาจักร ในช่วงราวปี 1913 ถึง 1948 ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการพัฒนาไปอย่างช้า ๆ
จากข้อมูลหลาย ๆ แห่ง มีการอ้างว่า สถานที่ ๆ เป็นต้นกำเนิดแนวความคิดของทีเชิร์ตจริง ๆ เห็นจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อทหารอเมริกัน ได้สังเกตว่า ทหารยุโรปได้ใส่เสื้อในจากผ้าฝ้ายเบา ขณะที่ทหารอเมริกันเปียกเหงื่อกับชุดที่ทำจากขนสัตว์ ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ได้เปลี่ยนมาใช้ผ้าฝ้าย ซึ่งสะดวกสบายขึ้นและได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกัน เพราะเนื่องจากรูปลักษณ์ของเสื้อจึงได้เรียกว่าเสื้อ ทีเชิร์ต (T-shirt) ที่มาขอชื่อนั้น ไม่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะมาจากรูปร่าง ของเสื้อที่มีลัษณะเป็นตัว "T" และชัดเจนขึ้นเมื่อในกองทัพเรียกเสื้อนี้ว่า "training shirt" (เสื้อสำหรับฝึก)
ในปี 1932 ฮาวเวิร์ด โจนส์ขอให้บริษัทผลิตกางเกงในอย่าง จ็อกกี้ ผลิตเสื้อที่ซับเหงื่อสำหรับทีม ยูเอสซี ฟุตบอล ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นทีเชิร์ตยุคใหม่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเชิร์ตได้กลายเป็นเสื้อมาตรฐานทั่วไปในกองทัพสหรัฐอเมริกาและนาวิกโยธิน ถึงแม้ว่าทีเชิร์ตจะเป็นชั้นใน แต่ทหารส่วนใหญ่ก็มักจะใส่โดยไม่มีเสื้อเชิร์ตนอก และด้วยเหตุที่ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะบ่อยขึ้น ที่นายทหารใส่เสื้อทีเชิร์ตกับกางเกงขายาว และเป็นที่ยอมรับทีละน้อย จนเมื่อนิตยสารไลฟ์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ขึ้นหน้าปกทหารที่ใส่เสื้อทีเชิร์ต และเขียนข้อความว่า "Air Corps Gunnery School"
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทีเชิร์ตได้ปรากฏโดยไม่มีเสื้อเชิร์ตนอกคลุม ในปี 1948 ผู้สมัครประธานาธิปดี โธมัส อี. ดีวเวย์ ผลิตเสื้อเชิร์ต "Dew It for Dewey" ขึ้น ได้รับการบันทึกว่าเป็นเสื้อยืดสกรีนตัวหนังสือตัวแรก (ปัจจุบันเก็บไว้อยู่ที่สถาบันสมิทโซเนียนของอเมริกา) และต่อมา ในปี 1952 ก็ได้ผลิตทีเชิร์ต "I Like Ike" เพื่อสนับสนุน Dwight D. Eisenhower และจอห์น เวย์น,มาร์ลอน แบรนโด และเจมส์ ดีน ก็ได้ใส่เสื้อตัวนี้ปรากฏตัวในโทรทัศน์ด้วย ซึ่งเป็นที่ตกตะลึงของประชาชน จนกระทั่งในปี 1955 จึงเป็นที่ยอมรับ
ในปัจจุบันเสื้อยืดมักสกรีนข้อความและลวดลายเพื่อให้เหมาะสมกับความเชื่อ รสนิยมของผู้สวมใส่ เช่นเสื้อยืดวงดนตรีต่างๆ และเนื่องจากราคาถูกและสามารถทำได้ง่ายจึงมักทำเป็นของที่ระลึก ของแจกของแถม ของขวัญ เป็นที่ประชาสัมพันธ์ ที่โฆษณา ส่วนข้อความที่ได้รับความนิยมในการเขียนบนทีเชิร์ต เช่น “ฉันหัวใจเอ็นวายซี” รวมถึงลายล้อเลียนต่างๆ ที่ตามมา หรือข้อความ “staying alive” ที่ได้รับความนิยมช่วงหนึ่งในกรุงเทพ
เสื้อทีเชิร์ตมีหลายรูปแบบไว่จะเป็นในแบบลวดลายต่างๆเช่น ลายการ์ตูน ลายดอกไม้ ลายรูปดารา ลายธรรมชาติ และอื่นๆอีกมากมายและเป็นที่นิยมในทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ วัยไหนๆก็สวมใส่ได้เพราะเสื้อยืดจะมีราคาถูกไม่แพงมากนักสามารถหาสวมใส่ได้ ง่ายโดยทั่วไป
เสื้อยืดเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างจริงๆ นั้น มาจากวัฒนธรรมของอเมริกันโดยแท้ ในยุคทศวรรษ 1950 เริ่มมีการใส่เสื้อยืดกันเดินตามท้องถนน หนังเรื่อง Street Car Name Desire นำแสดงโดยมาร์ลอน แบรนโดที่ออกฉายในปี 1951 และ Rebel Without a Cause นำแสดงโดยเจมส์ ดีน ในปีค.ศ.1955 ตอกย้ำภาพของคนรุ่นใหม่กับเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์รัดรูปเปรี๊ยะ ทำเอาใครต่อใครแต่งตัวเลียนแบบดารากันเป็นแถว แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี เสื้อยืดก็ยังเป็นแฟชั่นที่ดูไม่สุภาพ “โดย ส่วนตัวผมเห็นว่าเสื้อยืดก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถใส่ได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะมีคอวี มีปกหรือคอกลมก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าใส่ไม่ได้ บางงานหากไม่ต้องการอะไรที่เป็นทางการมาก เสื้อยืดแฟชั่นทับด้วยเบลเซอร์สักตัว ก็ดูดีได้” เสื้อยืดแม้ว่าจะสะดวกสบายสวมใส่ง่าย แต่ก็ ‘ไม่ควรจะง่ายทุกโอกาส’
ยุคเริ่มแรกของการเกิดทีเชิ้ตคงไม่แตกต่างจากหนังมากนัก ในแง่ที่ว่า เสื้อยืดเป็นตัวแทนของการต่อต้านสังคม ความรู้สึกของ ‘ความไม่สุภาพ’ ของเสื้อยืดนั้นก็ยังติดตัวมันอยู่จนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญเสื้อยืดสามารถสะท้อนความคิดและบุคลิกของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ถามว่าเราดูคนจากรองเท้าที่ใส่ได้ไหม ก็ได้ครับ แต่ว่าเสื้อยืดราคาถูกกว่าหาซื้อง่ายกว่า ฉะนั้นผมเชื่อว่า ถ้าเราอยากจะรู้จักวัยรุ่นสักคนในสมัยนี้ ต้องดูที่เสื้อยืดที่เขาใส่ ดูคำดูรูปที่อยู่บนเสื้อ เราก็จะรู้ได้ประมาณหนึ่งว่าเขาเป็นคนอย่างไร มันเป็นภาพสะท้อนความคิดของคนๆ หนึ่งที่ต้องการสื่อความคิดของตัวเองได้ดีมาก
เสื้อเชิ้ตเป็นเหมือนผ้าใบสีขาวที่รอคนมาเติมสีแต่ดีกว่าตรงที่เราใส่มันไปไหนมาไหนได้ ในยุคทศวรรษ 1960-1970 ยุค ที่ดนตรีร็อคทรงอิทธิพลอย่างมาก วงดนตรีต่างๆ นำเอาเสื้อยืดมาสกรีนลาย ขายเป็นของที่ระลึกยามที่ออกทัวร์คอนเสิร์ต หรือใช้เป็นสัญลักษณ์ในการแบ่งหน้าที่ระหว่างคนดูกับทีมงานอย่างได้ผล เสียดายที่ไม่มีการจดบันทึกไว้ว่าใครเป็นคนริเริ่มทำ
หลายๆ วงดนตรีขายเสื้อยืดได้พอๆ กับยอดขายอัลบั้มไปแล้วครับ อย่าง The Beatles หากว่า นับเอาจำนวนเสื้อที่เขาขายได้ทั้งหมด ทั้งละเมิดลิขสิทธิ์และถูกกฎหมายแล้วล่ะก็ เผลอๆ ยอดขายอาจไม่ได้น้อยไปกว่ายอดอัลบั้มที่พวกเขาสามารถขายได้ ยุคแรกๆ ของทีเชิ้ตที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการดนตรี ส่วนมากเป็นเสื้อของวงร็อคเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เดอะ โรลลิ่งสโตน (The Rolling Stone) เลด เซปลิน (Led Zeplin) บ๊อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) จิมมี่ เฮ็นดริกซ์ (Jimmy Hendrix) ที เชิ้ตสกรีนลายสัญลักษณ์ของวงบางวง กลายเป็นลายคลาสสิคที่ดีไซเนอร์หลายคนหยิบจับมาใช้จนทุกคนจำได้ ไม่ว่าจะเป็นลายปากแลบลิ้นของ เดอะ โรลลิ่งสโตน หรือว่ามงกุฎและลายธงชาติอังกฤษที่เรามักเห็นคู่กับวงเดอะเซ็กซ์ พิสทอลและวิเวียน เวสต์วู้ด (Vivienne Westwood)
ว่าไปแล้วเธอก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและดนตรีเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ยุคแรก การเปลี่ยนชื่อร้านของเธอจาก ‘Let it Rock’ มาเป็น ‘Too Fast to Live Too young to Die’ สะท้อน ความคิดที่ได้รับมาจากฮิปปี้และดนตรีร็อคโดยตรง การเข้าไปมีส่วนสำคัญของการดังเป็นพลุแตกของเดอะเซ็ก พิสตอล ที่สามีของเธอขณะนั้น (มัลคอม แมคลาเรน-Malcom McLaren) เป็นผู้จัดการวง ทำให้ภาพลักษณ์ของวิเวียน เวสต์วู้ดไม่เคยหลุดอกจากความเป็นพังค์ที่กอดเกี่ยวกับดนตรีอย่างแยกไม่ออก
ดนตรี และแฟชั่นก็ไม่เคยห่างกัน บางครั้งดนตรีและนักดนตรีก็เป็นตัวกำหนดรูปแบบของแฟชั่นของแต่ละยุคแต่ละ สมัยไปโดยปริยาย และทีเชิ้ตก็ไม่เคยหลุดเทรนด์ หลังๆ คุณคงเริ่มสังเกตว่าทีเชิ้ตไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่วงร็อคเท่านั้น ทีเชิ้ตรัดติ้วแบบที่ริกกี้ มาร์ตินใส่ก็ทำให้คนฮิตกันไปทั่ว หรือทีเชิ้ตสกรีนตัวหนังสือ ‘Britney Spear’ ที่แปะอยู่บนเสื้อของมาดอนน่า ทำเอาใครต่อใครต้องหามาใส่ เสื้อยืดเป็นตัวบอกรสนิยมอย่างจงใจ
หลังยุคทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เสื้อผ้ายี่ห้อดังต่างๆ เริ่มหันมาสนใจกับตลาดทีเชิ้ตแบบที่นิยมมากในยุคนั้นก็คือทีเชิ้ตสีขายสกรีนโลโก้ปะติดกลางหน้าอก คาลวิน ไคลน์ เป็นตลาดไฮแบรนด์เจ้าแรกๆ ที่ทำให้เกิดกระแสนี้จนกระทั่งลามไปถึงเจ้าอื่นๆ แต่ตอนนี่ทีเชิ้ตสุดฮิตในหมู่นักร้องและศิลปินของอเมริกาไม่มีทีเชิ้ตไหน เกิน anti-bush-t-shirt ที่ขายอยู่ในเว็บไซท์ www.bant-shirt.com ไป ได้ เพราะก่อตั้งโดยจุดประสงค์เพื่อต้องการรณรงค์และต่อต้านความไม่ชอบธรรมของ ท่านผู้นำที่ปิดหูปิดตาประชาชน แล้วทำตัวเหมือนพระเจ้าที่ชี้นิ้วกำหนดทุกอย่าง ในเว็บไซท์นี้จึงมีเสื้อยืดต่อต้านการเมือง รณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม และทีเชิ้ตส่งเสริมมนุษยชน ใครเห็นแล้วอยากทำล้อเลียนผู้นำบางประเทศก็ไม่น่าจะผิดแต่ประการใด
แนวความคิดการผลิตเสื้อทีเชิร์ตมาจาก ชั้นใน ซึ่งพัฒนามาจากเสื้อชั้นใน เสื้อนั้นมีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ และค่อยๆ ได้รับความนิยม จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ต้นกำเนิดของทีเชิร์ตก็ได้เกิดขึ้น โดยมีการอ้างสถานที่เกิดอย่างน้อยก็ในแคลิฟอร์เนีย และ สหราชอาณาจักร ในช่วงราวปี 1913 ถึง 1948 ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการพัฒนาไปอย่างช้า ๆ
จากข้อมูลหลาย ๆ แห่ง มีการอ้างว่า สถานที่ ๆ เป็นต้นกำเนิดแนวความคิดของทีเชิร์ตจริง ๆ เห็นจะเป็นที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อทหารอเมริกัน ได้สังเกตว่า ทหารยุโรปได้ใส่เสื้อในจากผ้าฝ้ายเบา ขณะที่ทหารอเมริกันเปียกเหงื่อกับชุดที่ทำจากขนสัตว์ ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ได้เปลี่ยนมาใช้ผ้าฝ้าย ซึ่งสะดวกสบายขึ้นและได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกัน เพราะเนื่องจากรูปลักษณ์ของเสื้อจึงได้เรียกว่าเสื้อ ทีเชิร์ต (T-shirt) ที่มาขอชื่อนั้น ไม่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะมาจากรูปร่าง ของเสื้อที่มีลัษณะเป็นตัว "T" และชัดเจนขึ้นเมื่อในกองทัพเรียกเสื้อนี้ว่า "training shirt" (เสื้อสำหรับฝึก)
ในปี 1932 ฮาวเวิร์ด โจนส์ขอให้บริษัทผลิตกางเกงในอย่าง จ็อกกี้ ผลิตเสื้อที่ซับเหงื่อสำหรับทีม ยูเอสซี ฟุตบอล ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นทีเชิร์ตยุคใหม่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเชิร์ตได้กลายเป็นเสื้อมาตรฐานทั่วไปในกองทัพสหรัฐอเมริกาและนาวิกโยธิน ถึงแม้ว่าทีเชิร์ตจะเป็นชั้นใน แต่ทหารส่วนใหญ่ก็มักจะใส่โดยไม่มีเสื้อเชิร์ตนอก และด้วยเหตุที่ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะบ่อยขึ้น ที่นายทหารใส่เสื้อทีเชิร์ตกับกางเกงขายาว และเป็นที่ยอมรับทีละน้อย จนเมื่อนิตยสารไลฟ์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ขึ้นหน้าปกทหารที่ใส่เสื้อทีเชิร์ต และเขียนข้อความว่า "Air Corps Gunnery School"
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทีเชิร์ตได้ปรากฏโดยไม่มีเสื้อเชิร์ตนอกคลุม ในปี 1948 ผู้สมัครประธานาธิปดี โธมัส อี. ดีวเวย์ ผลิตเสื้อเชิร์ต "Dew It for Dewey" ขึ้น ได้รับการบันทึกว่าเป็นเสื้อยืดสกรีนตัวหนังสือตัวแรก (ปัจจุบันเก็บไว้อยู่ที่สถาบันสมิทโซเนียนของอเมริกา) และต่อมา ในปี 1952 ก็ได้ผลิตทีเชิร์ต "I Like Ike" เพื่อสนับสนุน Dwight D. Eisenhower และจอห์น เวย์น,มาร์ลอน แบรนโด และเจมส์ ดีน ก็ได้ใส่เสื้อตัวนี้ปรากฏตัวในโทรทัศน์ด้วย ซึ่งเป็นที่ตกตะลึงของประชาชน จนกระทั่งในปี 1955 จึงเป็นที่ยอมรับ
ในปัจจุบันเสื้อยืดมักสกรีนข้อความและลวดลายเพื่อให้เหมาะสมกับความเชื่อ รสนิยมของผู้สวมใส่ เช่นเสื้อยืดวงดนตรีต่างๆ และเนื่องจากราคาถูกและสามารถทำได้ง่ายจึงมักทำเป็นของที่ระลึก ของแจกของแถม ของขวัญ เป็นที่ประชาสัมพันธ์ ที่โฆษณา ส่วนข้อความที่ได้รับความนิยมในการเขียนบนทีเชิร์ต เช่น “ฉันหัวใจเอ็นวายซี” รวมถึงลายล้อเลียนต่างๆ ที่ตามมา หรือข้อความ “staying alive” ที่ได้รับความนิยมช่วงหนึ่งในกรุงเทพ
เสื้อทีเชิร์ตมีหลายรูปแบบไว่จะเป็นในแบบลวดลายต่างๆเช่น ลายการ์ตูน ลายดอกไม้ ลายรูปดารา ลายธรรมชาติ และอื่นๆอีกมากมายและเป็นที่นิยมในทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ วัยไหนๆก็สวมใส่ได้เพราะเสื้อยืดจะมีราคาถูกไม่แพงมากนักสามารถหาสวมใส่ได้ ง่ายโดยทั่วไป
Silkscreen printing
การพิมพ์(ซิลค์)สกรีน (Silkscreen printing) ในอดีตมนุษย์เริ่มเรียนรู้วิธีการตัด การเจาะวัสดุจากธรรมชาติเช่นใบไม้ หนังสัตว์ ให้เกิดเป็นรูปร่าง แล้วนำมาพิมพ์ลงบนพื้นผิววัสดุต่าง ๆ ซึ่งวิธีการดังกล่าวถูกเรียกว่า การทำลายฉลุ (Stencil) วิวัฒนาการของการทำลายฉลุให้เกิดเป็นรูป ต่าง ๆ ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศจีน ยุคสมัยของราชวงศ์ซ่ง (ช่วงปี ค.ศ 960-1279) ได้มีการพิมพ์ตัวอักษรและรูปภาพโดยใช้กระดาษที่ฉลุด้วยการตัดหรือเจาะเป็นช่อง แล้วจึงใช้หมึกพ่นหรือปาดไปบนแม่พิมพ์ฉลุนั้น ซึ่งการพิมพ์ในลักษณะนี้ถูกเรียกว่า การพิมพ์ลายฉลุ (Stencil Printing)
การพิมพ์ลายฉลุพบอย่างแพร่หลายในทวีปเอเชีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชาวญี่ปุ่นได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือในด้านการตัดกระดาษด้วยมือเป็นพิมพ์ลายฉลุ โดยชาวญี่ปุ่นได้พยามยามคิดค้นวิธีที่จะผูกโยงชิ้นส่วนของลายฉลุซึ่งถูกตัดขาด เกิดเป็นชิ้นส่วนที่แยกออกจากกัน ให้สามารถยึดโยงเป็นแม่พิมพ์ชิ้นเดียวกันเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในเวลาที่จะทำการพิมพ์(เนื่องจากแม่พิมพ์ไม่ได้เป็นกระดาษชิ้นเดียวกัน) วิธีที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นและนำไปสู่พื้นฐานของการพิมพ์ซิลค์สกรีนในท้ายที่สุด ก็คือการนำเส้นผมของคนมาถักเป็นตะแกรง เนื่องจากเส้นผมมีขนาดเล็ก มีความเหนียวและทนต่อแรงดึงได้ดี และที่สำคัญน้ำหมึกสามารถทะลุผ่านได้ การถักเส้นผมเป็นตะแกรงเพื่อใช้เป็นโครงที่มีความแข็งแรงในการยึดโยง(ties) ชิ้นส่วนของพิมพ์ลายฉลุ ด้วยวิธีการทำแม่พิมพ์ลายฉลุขึ้นมาสองชุดที่เหมือนกัน แล้วประกบเข้าด้วยกัน(ใช้กาว) โดยมีตะแกรงเส้นผมที่ถักขึ้นอยู่ระหว่างกลาง แล้วจึงทำการพ่นหรือปาดหมึกทับลงไปบนแม่พิมพ์ ซึ่งวิธีดังกล่าวถูกเรียกว่าการพิม์ฉลุตะแกรงเส้นผม (Hair Stencil Printing)
ในปี 1907 จากแนวคิดดั้งเดิมในการพิมพ์ฉลุด้วยตะแกรงเส้นผมของชาวญี่ปุ่น แซมมัว ไซมอน ชาวอังกฤษ ได้คิดค้นวิธีการพิมพ์โดยปราศจากการผูกโยง โดยการนำเส้นใยไหมซึ่งมีความละเอียด เหนียวและทนต่อแรงดึงกว่าเส้นผมนำมาทอเป็นตะแกรงไหม แล้วนำพิมพ์ลายฉลุวางแนบลงไปข้างใต้(ทากาวเป็นตัวประสาน) แล้วจึงวางทับลงไปบนวัสดุที่ต้องการจะพิมพ์ เมื่อใช้หมึกปาดลงไปบนตะแกรงไหม หมึกจะแทรกผ่านรูของตะแกรงไหมในพื้นที่ซึ่งไม่ได้ถูกทากาวลงไปยังผิวของวัตถุ กรรมวิธีดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า การพิมพ์ตะแกรงไหม หรือ Silksrceen โดยนาย แซมมัว ไซมอน ได้จดสิทธิบัตรแนวความคิดนี้และถูกนำมาใช้จวบจนปัจจุบัน
ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ประเภท ไนล่อน โพลีเอสเตอร์ และ เส้นใยโลหะ ได้ถูกนำมาใช้ทำผ้าสกรีนแทนการทอจากเส้นใยไหม ในปัจจุบันเราจึงมิอาจพบเห็นบล็อคสกรีนที่ถูกขึงด้วยผ้าที่ทำจากเส้นใยไหมในกระบวนการงานสกรีนเสื้ออีกต่อไป และนี่จึงเป็นที่มาของคำอมตะในแวดวงการสกรีน "ซิลค์สกรีน"
สีสกรีนเสื้อ
สีสกรีนเสื้อที่ใช้สำหรับงานสกรีนลงบนเสื้อยืดหรือผ้า โดยทั่วไปแบ่งได้ เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ใช้สีสกรีนเสื้อประเภทเชื้อน้ำ สีสกรีนประเภทนี้จะอาศัยน้ำเป็นตัวละลายเนื้อสี(pigment) และแป้งพิมพ์(Print paste) เข้ากันเป็นเนื้อเดียว โดยแป้งพิมพ์ที่เตรียมไว้สำหรับผสมกับสีสกรีนจะมีส่วนผสมของสารยึดเกาะ (ฺBinder) เพื่อช่วยในการยึดติดบนเส้นใยของเสื้อผ้า ส่วนสีสกรีนอีกประเภทที่นิยมนำมาใช้กับการสกรีนเสื้อคือ สีพลาสติซอล ซึ่งมีองค์ประกอบหลักของเนื้อสีผลิตมาจาก PVC และ Plasticizer โดยอาศัยน้ำมันเป็นตัวทำละลาย
ตามร้านจำหน่ายสีสกรีนหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการพิมพ์สกรีนใหญ่ ๆ จะมีจำหน่ายทั้งแบบนำไปผสมเอง(สี + แป้งพิมพ์สำเร็จรูป + สารเติมแต่งเพื่อเพิ่มคุณสมบัติบางประการในการนำไปใช้ในงานสกรีน) และแบบที่ผสมสำเร็จเป็นเฉดสีมาตราฐานพร้อมสกรีน ประมาณ 6 -14 สี อย่างไรก็ตามสำหรับสีผสมสำเร็จก่อนนำไปใช้งานอาจต้องเจือจางความข้นหนืดของเนื้อสีสกรีนโดยการเติมน้ำ หรือน้ำมันขึ้นกับตัวทำละลาย เพื่อไม่ให้สีซึมเลอะ(กรณีที่มีความข้นหนืดต่ำ)หรือสีแห้งติดบล็อค(กรณีที่มีความข้นหนืดสูง) หรืออาจต้องเติมสารเพิ่มคุณสมบัติในการสกรีนซึ่งขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ของสีแต่ล่ะยี่ฮ้อตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
ในกรณีที่ต้องการผสมสีพิเศษนอกเหนือจากสีมาตราฐาน จะใช้หัวเชื้อสีน้ำ (Water based Color Concentrate) สำหรับงานสกรีนฐานน้ำเป็นตัวผสม หรือหัวเชื้อสีพลาสติซอล (Plastisol Pigment Concentrate) สำหรับงานสกรีนด้วยสีพลาสติซอลเป็นตัวผสมสีให้ได้เฉดสีตามที่ต้องการ
สีสกรีนเสื้อเชื้อน้ำ (water based screen ink) สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทตามคุณสมบัติของแป้งพิมพ์ที่นำมาใช้ผสมสีสำหรับสกรีนเสื้อดังนี้
สีสกรีนเสื้อแบบสีจม คุณสมบัติของสีสกรีนประเภทนี้ เนื้อสีจะมีความละเอียดสามารถซึมลงไปถึงเส้นใยผ้าและเนื้อสีจะมีความโปร่งใส เมื่อนำไปสกรีนลงบนเสื้อยืดลวดลายสกรีนจะให้ผิวสัมผัสที่เรียบจนแทบเป็น เนื้อเดียวกับเสื้อ ด้วยเหตุที่เนื้อสีมีความโปร่งจึงนิยมนำไปใช้ในงานสกรีนบนเสื้อสีอ่อน
สีสกรีนเสื้อแบบสีลอย คุณสมบัติของสีลอยคือ เนื้อสีจะมีความละเอียดน้อยกว่าสีจม ทำให้เนื้อสีเกาะติดอยู่บนเส้นใยของผ้า เมื่อสกรีนลงเสื้อผิวสัมผัสจะให้ความรู้สึกถึงลวดลายที่มีความหนาขึ้นมาจาก เนื้อผ้า และเมื่อลองดึงหรือยืดลายสกรีนจะสัเกตุเห็นถึงเนื้อสีที่แยกออกจากกันจับ อยู่บนผิวของเนื้อผ้า และเนื่้องจากเนื้อสีของสีประเภทนี้จะมีความทึบแสงจึงเหมาะที่จะนำไปสกรีนลง บนเสื้อสีเข้ม หรือนำไปสกรีนรองพื้นสีขาวบนเสื้อสีเข้มแล้วจึงสกรีนทับด้วยสีจม ข้อเสียของสีลอยคือแห้งเร็วซึ่งทำให้บล็อคสกรีนตันง่าย หมึกสกรีนติดหลังบล็อค
สีสกรีนเสื้อแบบสียาง คุณสมับัติของสียางเนื้อสีจะมีความยืดหยุ่นสูงและมีความเงา ให้สีที่สด เมื่อสกรีนลงบนเนื้อผ้า เนื้อสีจะไปจับอยู่บนเส้นใยเช่นเดียวกับสีลอย ผิวสัมผัสจะมีชั้นความหนา(บาง)ของลายสกรีน และเมื่อลองดึงเนื้อผ้าเพื่อยืดลายสกรีนออก เนื้อสีจะยืดออกตามเนื้อผ้าเสมือนมีความยืดหยุ่นเป็นเนื้อเดียวกัน และเนื่องด้วยเนื้อสีมีความทึบแสงจึงสามารถสกรีนได้ทั้งบนเสื้อสีอ่อนและสี เข้มโดยไม่ต้องรองพื้นก่อน
สีสกรีนเสื้อแบบสีนูน ในหมึกพิมพ์จะผสมสารที่ทำให้เกิดการฟูขึ้นของเนื้อสีเมื่อนำไปอบด้วยความ ร้อนหลังจากสกรีน ทำให้ลวดลายมีความหนานูนขึ้นมา โดยทั่วไปจะนำไปใช้ในงานสกรีนตัวอักษรหรือลายสกรีนที่ต้องการให้เกิดผิว สัมผัสมีความนูนเป็น 3 มิติ
สีสกรีนเสื้อพลาสติซอล (Plastisol screen ink) องค์ประกอบของสีพลาสติซอลผลิตจากสารเคมีประเภท PVC (polyvinyl chloride) และ plastiziser โดยใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย(เชื้อน้ำมัน) เมื่อสารเคมีทำปฏิกิริยากับความร้อนจะถูกหลอมละลายเคลือบไปบนวัสดุประเภทต่าง ๆ สีพลาสติซอลเป็นสีสกรีนอีกประเภทที่นิยมนำมาใช้ในงานสกรีนทั้งบนเสื้อผ้าและ บนพื้นผิววัสดุแทบทุกชนิด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการยึดเกาะบนพื้นผิววัสดุที่ดี และมีความเงางามสดใสของเนื้อสี เมื่อนำไปสกรีนลงบนเสื้อหรือผ้าผิวสัมผัสจะมีชั้นความหนาของลวดลายเคลือบ อยู่บนเนื้อผ้าเช่นเดียวกับสียาง เนื่องจากเนื้อสีมีความทึบแสงจึงนิยมนำไปสกรีนทั้งบนเสื้อสีอ่อนและสีเข้ม และเป็นที่นิยมในงานสกรีนด้วย เทคนิค Halftoneเนื่องจากเนื้อสีพลาสติคซอลจะแห้งที่อุณหภูมิ 130-160 องศาC ขึ้นกับความหนาบางของเนื้อสี ดังนั้นหลังการสกรีนสีสุดท้ายจำเป็นต้องอาศัยการอบด้วยความร้อนเพื่อให้เนื้อสีแห้งสนิทจริงที่อุณหภูมิประมาณ 130-160 องศา C โดยถ้าเป็นการอบสีด้วยเครื่องอบความร้อนแบบเคลื่อนที่ (Flush Cure) ซึ่งจะมีรางวิ่งไปตามโต๊ะสกรีนเพื่อเป่าลมร้อน เวลาที่ใช้ในการอบเสื้อแต่ล่ะประมาณ 20-30 วินาที หรือถ้าเป็นการอบสีด้วยเครื่องอบความร้อนแบบสายพาน(Conveyor) จะ ใช้วิธีควบคุมความเร็วในการเคลื่อนที่ของสายพานเพื่อให้เสื้อได้รับลมร้อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับในงานสกรีนมากกว่า 1 สี การอบความร้อนในแต่ล่ะสีก่อนสกรีนสีถัดไปจะใช้อนุหภูมิอยู่ที่ประมาณ 100-120 องศาC
เนื่อง จากสีพลาสติซอลมีองค์ประกอบหลักประเภท PVC และ Plastiziser ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากอุตสหกรรมปิโตรเคมี ในบางประเทศหรือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์เสื้อยืดที่ สกรีนด้วยสีที่มีสารประกอบจำพวก PVC ในส่วนของผู้ผลิตสีจึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในงานสกรีน เสมือนสีพลาสติซอลแต่ปลอดสาร PVC และ Plastiziser ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนำไปใช้ในงานสกรีน
สีสกรีนเสื้อ
สีสกรีนเสื้อที่ใช้สำหรับงานสกรีนลงบนเสื้อยืดหรือผ้า โดยทั่วไปแบ่งได้ เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ใช้สีสกรีนเสื้อประเภทเชื้อน้ำ สีสกรีนประเภทนี้จะอาศัยน้ำเป็นตัวละลายเนื้อสี(pigment) และแป้งพิมพ์(Print paste) เข้ากันเป็นเนื้อเดียว โดยแป้งพิมพ์ที่เตรียมไว้สำหรับผสมกับสีสกรีนจะมีส่วนผสมของสารยึดเกาะ (ฺBinder) เพื่อช่วยในการยึดติดบนเส้นใยของเสื้อผ้า ส่วนสีสกรีนอีกประเภทที่นิยมนำมาใช้กับการสกรีนเสื้อคือ สีพลาสติซอล ซึ่งมีองค์ประกอบหลักของเนื้อสีผลิตมาจาก PVC และ Plasticizer โดยอาศัยน้ำมันเป็นตัวทำละลาย
ตามร้านจำหน่ายสีสกรีนหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการพิมพ์สกรีนใหญ่ ๆ จะมีจำหน่ายทั้งแบบนำไปผสมเอง(สี + แป้งพิมพ์สำเร็จรูป + สารเติมแต่งเพื่อเพิ่มคุณสมบัติบางประการในการนำไปใช้ในงานสกรีน) และแบบที่ผสมสำเร็จเป็นเฉดสีมาตราฐานพร้อมสกรีน ประมาณ 6 -14 สี อย่างไรก็ตามสำหรับสีผสมสำเร็จก่อนนำไปใช้งานอาจต้องเจือจางความข้นหนืดของเนื้อสีสกรีนโดยการเติมน้ำ หรือน้ำมันขึ้นกับตัวทำละลาย เพื่อไม่ให้สีซึมเลอะ(กรณีที่มีความข้นหนืดต่ำ)หรือสีแห้งติดบล็อค(กรณีที่มีความข้นหนืดสูง) หรืออาจต้องเติมสารเพิ่มคุณสมบัติในการสกรีนซึ่งขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ของสีแต่ล่ะยี่ฮ้อตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
ในกรณีที่ต้องการผสมสีพิเศษนอกเหนือจากสีมาตราฐาน จะใช้หัวเชื้อสีน้ำ (Water based Color Concentrate) สำหรับงานสกรีนฐานน้ำเป็นตัวผสม หรือหัวเชื้อสีพลาสติซอล (Plastisol Pigment Concentrate) สำหรับงานสกรีนด้วยสีพลาสติซอลเป็นตัวผสมสีให้ได้เฉดสีตามที่ต้องการ
สีสกรีนเสื้อเชื้อน้ำ (water based screen ink) สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทตามคุณสมบัติของแป้งพิมพ์ที่นำมาใช้ผสมสีสำหรับสกรีนเสื้อดังนี้
สีสกรีนเสื้อแบบสีจม คุณสมบัติของสีสกรีนประเภทนี้ เนื้อสีจะมีความละเอียดสามารถซึมลงไปถึงเส้นใยผ้าและเนื้อสีจะมีความโปร่งใส เมื่อนำไปสกรีนลงบนเสื้อยืดลวดลายสกรีนจะให้ผิวสัมผัสที่เรียบจนแทบเป็น เนื้อเดียวกับเสื้อ ด้วยเหตุที่เนื้อสีมีความโปร่งจึงนิยมนำไปใช้ในงานสกรีนบนเสื้อสีอ่อน
สีสกรีนเสื้อแบบสีลอย คุณสมบัติของสีลอยคือ เนื้อสีจะมีความละเอียดน้อยกว่าสีจม ทำให้เนื้อสีเกาะติดอยู่บนเส้นใยของผ้า เมื่อสกรีนลงเสื้อผิวสัมผัสจะให้ความรู้สึกถึงลวดลายที่มีความหนาขึ้นมาจาก เนื้อผ้า และเมื่อลองดึงหรือยืดลายสกรีนจะสัเกตุเห็นถึงเนื้อสีที่แยกออกจากกันจับ อยู่บนผิวของเนื้อผ้า และเนื่้องจากเนื้อสีของสีประเภทนี้จะมีความทึบแสงจึงเหมาะที่จะนำไปสกรีนลง บนเสื้อสีเข้ม หรือนำไปสกรีนรองพื้นสีขาวบนเสื้อสีเข้มแล้วจึงสกรีนทับด้วยสีจม ข้อเสียของสีลอยคือแห้งเร็วซึ่งทำให้บล็อคสกรีนตันง่าย หมึกสกรีนติดหลังบล็อค
สีสกรีนเสื้อแบบสียาง คุณสมับัติของสียางเนื้อสีจะมีความยืดหยุ่นสูงและมีความเงา ให้สีที่สด เมื่อสกรีนลงบนเนื้อผ้า เนื้อสีจะไปจับอยู่บนเส้นใยเช่นเดียวกับสีลอย ผิวสัมผัสจะมีชั้นความหนา(บาง)ของลายสกรีน และเมื่อลองดึงเนื้อผ้าเพื่อยืดลายสกรีนออก เนื้อสีจะยืดออกตามเนื้อผ้าเสมือนมีความยืดหยุ่นเป็นเนื้อเดียวกัน และเนื่องด้วยเนื้อสีมีความทึบแสงจึงสามารถสกรีนได้ทั้งบนเสื้อสีอ่อนและสี เข้มโดยไม่ต้องรองพื้นก่อน
สีสกรีนเสื้อแบบสีนูน ในหมึกพิมพ์จะผสมสารที่ทำให้เกิดการฟูขึ้นของเนื้อสีเมื่อนำไปอบด้วยความ ร้อนหลังจากสกรีน ทำให้ลวดลายมีความหนานูนขึ้นมา โดยทั่วไปจะนำไปใช้ในงานสกรีนตัวอักษรหรือลายสกรีนที่ต้องการให้เกิดผิว สัมผัสมีความนูนเป็น 3 มิติ
สีสกรีนเสื้อพลาสติซอล (Plastisol screen ink) องค์ประกอบของสีพลาสติซอลผลิตจากสารเคมีประเภท PVC (polyvinyl chloride) และ plastiziser โดยใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย(เชื้อน้ำมัน) เมื่อสารเคมีทำปฏิกิริยากับความร้อนจะถูกหลอมละลายเคลือบไปบนวัสดุประเภทต่าง ๆ สีพลาสติซอลเป็นสีสกรีนอีกประเภทที่นิยมนำมาใช้ในงานสกรีนทั้งบนเสื้อผ้าและ บนพื้นผิววัสดุแทบทุกชนิด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการยึดเกาะบนพื้นผิววัสดุที่ดี และมีความเงางามสดใสของเนื้อสี เมื่อนำไปสกรีนลงบนเสื้อหรือผ้าผิวสัมผัสจะมีชั้นความหนาของลวดลายเคลือบ อยู่บนเนื้อผ้าเช่นเดียวกับสียาง เนื่องจากเนื้อสีมีความทึบแสงจึงนิยมนำไปสกรีนทั้งบนเสื้อสีอ่อนและสีเข้ม และเป็นที่นิยมในงานสกรีนด้วย เทคนิค Halftoneเนื่องจากเนื้อสีพลาสติคซอลจะแห้งที่อุณหภูมิ 130-160 องศาC ขึ้นกับความหนาบางของเนื้อสี ดังนั้นหลังการสกรีนสีสุดท้ายจำเป็นต้องอาศัยการอบด้วยความร้อนเพื่อให้เนื้อสีแห้งสนิทจริงที่อุณหภูมิประมาณ 130-160 องศา C โดยถ้าเป็นการอบสีด้วยเครื่องอบความร้อนแบบเคลื่อนที่ (Flush Cure) ซึ่งจะมีรางวิ่งไปตามโต๊ะสกรีนเพื่อเป่าลมร้อน เวลาที่ใช้ในการอบเสื้อแต่ล่ะประมาณ 20-30 วินาที หรือถ้าเป็นการอบสีด้วยเครื่องอบความร้อนแบบสายพาน(Conveyor) จะ ใช้วิธีควบคุมความเร็วในการเคลื่อนที่ของสายพานเพื่อให้เสื้อได้รับลมร้อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับในงานสกรีนมากกว่า 1 สี การอบความร้อนในแต่ล่ะสีก่อนสกรีนสีถัดไปจะใช้อนุหภูมิอยู่ที่ประมาณ 100-120 องศาC
เนื่อง จากสีพลาสติซอลมีองค์ประกอบหลักประเภท PVC และ Plastiziser ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากอุตสหกรรมปิโตรเคมี ในบางประเทศหรือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์เสื้อยืดที่ สกรีนด้วยสีที่มีสารประกอบจำพวก PVC ในส่วนของผู้ผลิตสีจึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในงานสกรีน เสมือนสีพลาสติซอลแต่ปลอดสาร PVC และ Plastiziser ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนำไปใช้ในงานสกรีน
T-Shirt is …
ทีเชิร์ต หมายถึงเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น ปกติจะไม่มีกระดุม ปกคอ และกระเป๋า ใช้สวมทางหัวและยาวคลุมเกือบทั้งลำตัว แขนเสื้อยาวอย่างน้อยคลุมไหล่แต่ไม่ถึงข้อศอก
เสื้อไหน ไม่ว่าจะยืดหรือไม่ยืด ถ้าไม่ได้ตามอย่างที่ว่าก็ไม่นับเป็น ทีเชิร์ต
ปกติทีเชิร์ตจะทำจากฝ้ายหรือโพลีเอสเตอร์หรือผสมกัน ทอเป็นผ้าที่มีลักษณะยืดได้เล็กน้อย ซึ่งทำให้ผิวสัมผัสของทีเชิร์ตมีความนุ่มพิเศษ ทีเชิร์ตมักถูกตกแต่งด้วยข้อความ รูปภาพ และบางครั้งใช้เพื่อการโฆษณา
แฟชั่นทีเชิร์ตนั้นมีทั้งแนวสำหรับหญิงและชาย และสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นขนาดทารก เด็ก และผู้ใหญ่
ลวดลายบนทีเชิร์ตส่วนใหญ่นั้นใช้วิธีพิมพ์สกรีน ลวดลายจะถูกแยกตามสีแต่ละสี พลาสติซอลหรือหมึกชนิดน้ำจะถูกรีดลงไปบนเสื้อผ่านตาข่ายสกรีน ซึ่งจะกำหนดบริเวณที่หมึกจะซึมผ่านได้ ผู้ผลิตทีเชิร์ตเชิงพาณิชย์นิยมใช้พลาสติซอล เนื่องจากมีข้อได้เปรียบเหนือหมึกชนิดน้ำคือ พลาสติซอลที่สกรีนซ้อนกันนั้นจะทับอีกสีโดยไม่ผสมกัน ทำให้ไม่ต้องปรับสีเผื่อในขั้นตอนการออกแบบ
นอกจากการพิมพ์สกรีนแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น แอร์บรัช รีดแผ่นลอก หรือพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์โดยใช้หมึกพิเศษ เทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายชนิดช่วยให้การสั่งทำทีเชิร์ตลายเฉพาะไม่เหมือนใครจำนวนแค่ตัวเดียวเป็นจริงได้
สกรีนเสื้อด้วยวิธีทรานเฟอร์ความร้อน
นอกจากการสกรีนแบบซิลค์สกรีนโดยสกรีนหมึกพิมพ์ตรงลงบนเสื้อหรือเืนื้อผ้า ยังมีวิธีการพิมพ์สกรีนลวดลายแบบอ้อม(Indirect Screen Printing)โดยอาศัยความร้อนและแรงกดจากเครื่องรีดร้อนเป็นตัวทำปฏิกิริยานำพาหมึกพิมพ์หรือวัสดุที่เป็นลวดลายติดลงบนเนื้อผ้าซึ่งวิธีการสกรีนเสื้อโดยอาศัยการทรานเฟอร์ความร้อนสามารถแบ่งได้ดังนี้
อิงค์เจ็ททรานเฟอร์ คือการพิมพ์ลายด้วยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทลงบนกระดาษทรานเฟอร์ชนิดพิเศษซึ่งมีเนื้อฟิลม์บาง ๆ เป็นตัวช่วยยึดเกาะหมึกพิมพ์ให้ติดลงบนเนื้อผ้าโดยอาศัยความร้อนจากเครื่องรีดร้อนเป็นตัวทำปฏิกิริยาละลายเนื้อฟิลม์เคลือบทับลงบนหมึกพิม์และเนื้อผ้า ซึ่งชั้นฟิลม์นี้ในส่วนที่ไม่ใช่ลวดลายหากไม่ทำการตัดออกก่อนนำไปกดด้วยเครื่องรีดร้อนจะทำให้เนื้อฟิลม์เคลือบติดลงไปทำให้เห็นเป็นกรอบสีเหลี่ยมของเนื้อฟิลม์ ดังนั้นจึงต้องมีการตัด (Trimming) ให้เหลือแต่ลวดลาย ซึ่งถ้าเป็นลวดลายที่ซับซ้อนยากในการตัดก็จำเป็นต้องใช้เครื่องตัด Cutting plotter เข้ามาช่วย (หากลายไม่ซับซ้อนสามารถทำ die cut ด้วยมือ) หลังจากนั้นจึงนำไปรีดลงบนเสื้อด้วยเครื่องรีดความร้อน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ผลิตกระดาษทรานเฟอร์ชั้นนำได้คิดค้นและพัฒนาคุณสมบัติที่ทำให้เนื้อฟิลม์ที่ไม่ใช่ลวดลายสามารถหลุดลอกออกมาพร้อม ๆ กับการลอกแผ่นกระดาษที่เป็นพื้นหลังซึ่งเรียกกระดาษทรานเฟอร์ชนิดนี้ว่า Self Weeding หรือ Self Cutting Transfer paper สำหรับ ประเภทกระดาษทรานเฟอร์ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 แบบคือแบบที่ใช้กับเสื้อผ้าสีอ่อนและแบบที่ใช้กับเสื้อสีเข้ม และแบ่งตามคุณลักษณะการใช้งานในการลอกหลังจากการรีดร้อนได้ 2 แบบคือ ลอกขณะร้อน (Hot peel) โดยทำการลอกกระดาษที่เป็นพื้นหลังทันทีหลังจากกดด้วยเครื่องรีดร้อน และลอกแบบเย็น โดยเมื่อผ่านการกดทับด้วยเครื่องรีดร้อนต้องปล่อยให้เย็นลงก่อนจึงค่อยดึงกระดาษที่เป็นพื้นหลังออก ซึ่งการลอกทั้งสองแบบก็ให้ผลลัพท์ของผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน โดยการลอกกระดาษขณะที่ยังร้อนอยู่จะใ้ห้ผิวสัมผัสที่บาง (soft hand) และที่ผิวหน้าจะด้านเนื่องจากมีลวดลายบางส่วนถูกลอกติดไปบนกระดาษที่เป็นพื้นหลัง ส่วนการลอกในขณะที่เย็นผิวสัมผัสจะมีความเงาและหนากว่า
โพลี เฟล็กซ์ /ไวนิลทรานเฟอร์โพลีเฟล็กซ์และไวนิลเป็นวัสดุประเภทเดียวกับพลาสติกประเภท PVC มีคุณสมบัติทนน้ำและมีความคงทนสูงเมื่อโดนความร้อนจะละลายติดลงไปบนเนื้อผ้า ในงานสกรีนเสื้อแบบรีดความร้อนนิยมนำมาใช้สกรีนหมายเลขเสื้อกีฬา โลโก้ และตัวอักษร ผลลัพธ์ที่ได้จะให้ผิวสัมผัสที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก มีความคมชัดและมีความเงา ในงานสกรีนเสื้อที่มีลวดลายเป็นตัวอักษรสามารถใช้ตัดได้ด้วยมือ แต่หากเป็นงานที่มีลวดลายซับซ้อนมากจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการตัดอย่าง Cutting plotter เข้าช่วย เช่นเดียวกับการตัดสติกเกอร์ โดยขั้นตอนจะเริ่มจากออกแบบงานหรือลวดลายในโปรแกรมกราฟิกแล้วสั่งตัดลวดลาย ผ่านเครื่องตัด หลังจากนั้นลอกพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่ลวดลายออกแล้วจึงนำไปกดทับด้วยเครื่องรีดร้อนในขั้นตอนสุดท้ายที่อุณหภูมิประมาณ 150 องศาเซศเซียส ประมาณ 10 นาที (หรือขึ้นกับคำแนะนำแต่ล่ะผลิตภัณฑ์) ในปัจจุบันวัสดุประเภทโพลีเฟล็กซ์และไวนีลสำหรับงานทรานเฟอร์มีให้เลือกทั้ง แบบที่เป็นสีมาตราฐาน และแบบที่มีเอฟเฟ็ค ประเภทผิวโลหะ ผิวเป็นประกายกากเพชร หรือผิวสะท้อนแสง โดยขายเป็นม้วน ๆ
พลาสติซอลทรานเฟอร์ เป็นในการสกรีนลวดลายลงบนเสื้อที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการพิมพ์ตรงและการพิมพ์แบบทรานเฟอร์เนื่องจากการทำให้ลวดลายติดลงบนกระดาษทรานเฟอร์จะต้องใช้การสกรีนหมึกพิมพ์ตรงลงบนกระดาษเช่นเดียวกับการซิลค์สกรีนเสื้อโดยอาศัยหมึกพิมพ์สกรีนพลาสติซอลซึ่งมีคุณสมบัติของพลาสติก PVC เป็นองค์ประกอบ เมื่อสกรีนติดลงบนกระดาษแล้วนำไปกดทับด้วยความร้อนตัวหมึกพิมพ์จะทำปฏิกิริยากับความร้อนละลายติดซึมลงบนเนื้อผ้าเช่นเดียวกับ การสกรีนตรง การสกรีนแบบพลาสติซอลถือเป็นอีกเทคนิควิธีที่เป็นที่นิยมในต่างประเทศเนื่องจากได้คุณภาพงาานสกรีนที่ไม่แตกต่างจากการสกรีนแบบซิลค์สกรีนและไม่ต้องมีการทำสต๊อกสินค้า(เสื้อยืดที่ถูกสกรีนลวดลายพร้อมขาย) เพียงแต่สต๊อกเสื้อยืดเปล่าและงานพลาสติซอลทรานเฟอร์เตรียมไว้ เมื่อมีออเดอร์เข้ามาจึงเริ่มทำการผลิต(ถ่ายลายลงบนเสื้อยืดผ่านเครื่องรีดร้อน) อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้ก็เพิ่มต้นทุนให้กับการสกรีนเสื้อโดยมีต้นทุนด้าน กระบวนการในงานทรานเฟอร์เพิ่มเข้ามา และเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับงานสกรีนที่มีสีมากว่าหนึ่งสี หรือลวดลายที่ซับซ้อน เนื่องจากมีตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาระหว่างกระบวนการคือกระดาษทรานเฟอร์ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาถึงคุณลักษณะประเภทของกระดาษ การลำดับสีที่จะสกรีนก่อนหลัง การออกแบบลวดลายเพื่อหลีกเลี่ยงการซ้อนทับกันทำให้เกิดชั้นสีที่หนา (โดยปกติเนื้อสีพลาสติซอลจะมีความหนาของเนื้อสีอยู่แล้ว) ดังนั้นในงานสกรีนพลาสติซอลทรานเฟอร์ที่มีลวดลายซับซ้อนจะต้องมีการทดสอบให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการก่อนลงมือผลิต
ออฟเซ็ททรานเฟอร์ การพิมพ์ลายลงบนกระดาษทรานเฟอร์ด้วยวิธีนี้เป็นการนำระบบการพิมพ์ออฟเซ็ทที่ ใช้ในงานสิ่งพิมพ์มาใช้พิมพ์ลวดลายลงบนกระดาษทรานเฟอร์ แล้วนำไปรีดร้อนติดลงบนเสื้อ
เสื้อไหน ไม่ว่าจะยืดหรือไม่ยืด ถ้าไม่ได้ตามอย่างที่ว่าก็ไม่นับเป็น ทีเชิร์ต
ปกติทีเชิร์ตจะทำจากฝ้ายหรือโพลีเอสเตอร์หรือผสมกัน ทอเป็นผ้าที่มีลักษณะยืดได้เล็กน้อย ซึ่งทำให้ผิวสัมผัสของทีเชิร์ตมีความนุ่มพิเศษ ทีเชิร์ตมักถูกตกแต่งด้วยข้อความ รูปภาพ และบางครั้งใช้เพื่อการโฆษณา
แฟชั่นทีเชิร์ตนั้นมีทั้งแนวสำหรับหญิงและชาย และสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นขนาดทารก เด็ก และผู้ใหญ่
ลวดลายบนทีเชิร์ตส่วนใหญ่นั้นใช้วิธีพิมพ์สกรีน ลวดลายจะถูกแยกตามสีแต่ละสี พลาสติซอลหรือหมึกชนิดน้ำจะถูกรีดลงไปบนเสื้อผ่านตาข่ายสกรีน ซึ่งจะกำหนดบริเวณที่หมึกจะซึมผ่านได้ ผู้ผลิตทีเชิร์ตเชิงพาณิชย์นิยมใช้พลาสติซอล เนื่องจากมีข้อได้เปรียบเหนือหมึกชนิดน้ำคือ พลาสติซอลที่สกรีนซ้อนกันนั้นจะทับอีกสีโดยไม่ผสมกัน ทำให้ไม่ต้องปรับสีเผื่อในขั้นตอนการออกแบบ
นอกจากการพิมพ์สกรีนแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น แอร์บรัช รีดแผ่นลอก หรือพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์โดยใช้หมึกพิเศษ เทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายชนิดช่วยให้การสั่งทำทีเชิร์ตลายเฉพาะไม่เหมือนใครจำนวนแค่ตัวเดียวเป็นจริงได้
สกรีนเสื้อด้วยวิธีทรานเฟอร์ความร้อน
นอกจากการสกรีนแบบซิลค์สกรีนโดยสกรีนหมึกพิมพ์ตรงลงบนเสื้อหรือเืนื้อผ้า ยังมีวิธีการพิมพ์สกรีนลวดลายแบบอ้อม(Indirect Screen Printing)โดยอาศัยความร้อนและแรงกดจากเครื่องรีดร้อนเป็นตัวทำปฏิกิริยานำพาหมึกพิมพ์หรือวัสดุที่เป็นลวดลายติดลงบนเนื้อผ้าซึ่งวิธีการสกรีนเสื้อโดยอาศัยการทรานเฟอร์ความร้อนสามารถแบ่งได้ดังนี้
อิงค์เจ็ททรานเฟอร์ คือการพิมพ์ลายด้วยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทลงบนกระดาษทรานเฟอร์ชนิดพิเศษซึ่งมีเนื้อฟิลม์บาง ๆ เป็นตัวช่วยยึดเกาะหมึกพิมพ์ให้ติดลงบนเนื้อผ้าโดยอาศัยความร้อนจากเครื่องรีดร้อนเป็นตัวทำปฏิกิริยาละลายเนื้อฟิลม์เคลือบทับลงบนหมึกพิม์และเนื้อผ้า ซึ่งชั้นฟิลม์นี้ในส่วนที่ไม่ใช่ลวดลายหากไม่ทำการตัดออกก่อนนำไปกดด้วยเครื่องรีดร้อนจะทำให้เนื้อฟิลม์เคลือบติดลงไปทำให้เห็นเป็นกรอบสีเหลี่ยมของเนื้อฟิลม์ ดังนั้นจึงต้องมีการตัด (Trimming) ให้เหลือแต่ลวดลาย ซึ่งถ้าเป็นลวดลายที่ซับซ้อนยากในการตัดก็จำเป็นต้องใช้เครื่องตัด Cutting plotter เข้ามาช่วย (หากลายไม่ซับซ้อนสามารถทำ die cut ด้วยมือ) หลังจากนั้นจึงนำไปรีดลงบนเสื้อด้วยเครื่องรีดความร้อน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ผลิตกระดาษทรานเฟอร์ชั้นนำได้คิดค้นและพัฒนาคุณสมบัติที่ทำให้เนื้อฟิลม์ที่ไม่ใช่ลวดลายสามารถหลุดลอกออกมาพร้อม ๆ กับการลอกแผ่นกระดาษที่เป็นพื้นหลังซึ่งเรียกกระดาษทรานเฟอร์ชนิดนี้ว่า Self Weeding หรือ Self Cutting Transfer paper สำหรับ ประเภทกระดาษทรานเฟอร์ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 แบบคือแบบที่ใช้กับเสื้อผ้าสีอ่อนและแบบที่ใช้กับเสื้อสีเข้ม และแบ่งตามคุณลักษณะการใช้งานในการลอกหลังจากการรีดร้อนได้ 2 แบบคือ ลอกขณะร้อน (Hot peel) โดยทำการลอกกระดาษที่เป็นพื้นหลังทันทีหลังจากกดด้วยเครื่องรีดร้อน และลอกแบบเย็น โดยเมื่อผ่านการกดทับด้วยเครื่องรีดร้อนต้องปล่อยให้เย็นลงก่อนจึงค่อยดึงกระดาษที่เป็นพื้นหลังออก ซึ่งการลอกทั้งสองแบบก็ให้ผลลัพท์ของผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน โดยการลอกกระดาษขณะที่ยังร้อนอยู่จะใ้ห้ผิวสัมผัสที่บาง (soft hand) และที่ผิวหน้าจะด้านเนื่องจากมีลวดลายบางส่วนถูกลอกติดไปบนกระดาษที่เป็นพื้นหลัง ส่วนการลอกในขณะที่เย็นผิวสัมผัสจะมีความเงาและหนากว่า
โพลี เฟล็กซ์ /ไวนิลทรานเฟอร์โพลีเฟล็กซ์และไวนิลเป็นวัสดุประเภทเดียวกับพลาสติกประเภท PVC มีคุณสมบัติทนน้ำและมีความคงทนสูงเมื่อโดนความร้อนจะละลายติดลงไปบนเนื้อผ้า ในงานสกรีนเสื้อแบบรีดความร้อนนิยมนำมาใช้สกรีนหมายเลขเสื้อกีฬา โลโก้ และตัวอักษร ผลลัพธ์ที่ได้จะให้ผิวสัมผัสที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก มีความคมชัดและมีความเงา ในงานสกรีนเสื้อที่มีลวดลายเป็นตัวอักษรสามารถใช้ตัดได้ด้วยมือ แต่หากเป็นงานที่มีลวดลายซับซ้อนมากจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการตัดอย่าง Cutting plotter เข้าช่วย เช่นเดียวกับการตัดสติกเกอร์ โดยขั้นตอนจะเริ่มจากออกแบบงานหรือลวดลายในโปรแกรมกราฟิกแล้วสั่งตัดลวดลาย ผ่านเครื่องตัด หลังจากนั้นลอกพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่ลวดลายออกแล้วจึงนำไปกดทับด้วยเครื่องรีดร้อนในขั้นตอนสุดท้ายที่อุณหภูมิประมาณ 150 องศาเซศเซียส ประมาณ 10 นาที (หรือขึ้นกับคำแนะนำแต่ล่ะผลิตภัณฑ์) ในปัจจุบันวัสดุประเภทโพลีเฟล็กซ์และไวนีลสำหรับงานทรานเฟอร์มีให้เลือกทั้ง แบบที่เป็นสีมาตราฐาน และแบบที่มีเอฟเฟ็ค ประเภทผิวโลหะ ผิวเป็นประกายกากเพชร หรือผิวสะท้อนแสง โดยขายเป็นม้วน ๆ
พลาสติซอลทรานเฟอร์ เป็นในการสกรีนลวดลายลงบนเสื้อที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการพิมพ์ตรงและการพิมพ์แบบทรานเฟอร์เนื่องจากการทำให้ลวดลายติดลงบนกระดาษทรานเฟอร์จะต้องใช้การสกรีนหมึกพิมพ์ตรงลงบนกระดาษเช่นเดียวกับการซิลค์สกรีนเสื้อโดยอาศัยหมึกพิมพ์สกรีนพลาสติซอลซึ่งมีคุณสมบัติของพลาสติก PVC เป็นองค์ประกอบ เมื่อสกรีนติดลงบนกระดาษแล้วนำไปกดทับด้วยความร้อนตัวหมึกพิมพ์จะทำปฏิกิริยากับความร้อนละลายติดซึมลงบนเนื้อผ้าเช่นเดียวกับ การสกรีนตรง การสกรีนแบบพลาสติซอลถือเป็นอีกเทคนิควิธีที่เป็นที่นิยมในต่างประเทศเนื่องจากได้คุณภาพงาานสกรีนที่ไม่แตกต่างจากการสกรีนแบบซิลค์สกรีนและไม่ต้องมีการทำสต๊อกสินค้า(เสื้อยืดที่ถูกสกรีนลวดลายพร้อมขาย) เพียงแต่สต๊อกเสื้อยืดเปล่าและงานพลาสติซอลทรานเฟอร์เตรียมไว้ เมื่อมีออเดอร์เข้ามาจึงเริ่มทำการผลิต(ถ่ายลายลงบนเสื้อยืดผ่านเครื่องรีดร้อน) อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้ก็เพิ่มต้นทุนให้กับการสกรีนเสื้อโดยมีต้นทุนด้าน กระบวนการในงานทรานเฟอร์เพิ่มเข้ามา และเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับงานสกรีนที่มีสีมากว่าหนึ่งสี หรือลวดลายที่ซับซ้อน เนื่องจากมีตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาระหว่างกระบวนการคือกระดาษทรานเฟอร์ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาถึงคุณลักษณะประเภทของกระดาษ การลำดับสีที่จะสกรีนก่อนหลัง การออกแบบลวดลายเพื่อหลีกเลี่ยงการซ้อนทับกันทำให้เกิดชั้นสีที่หนา (โดยปกติเนื้อสีพลาสติซอลจะมีความหนาของเนื้อสีอยู่แล้ว) ดังนั้นในงานสกรีนพลาสติซอลทรานเฟอร์ที่มีลวดลายซับซ้อนจะต้องมีการทดสอบให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการก่อนลงมือผลิต
ออฟเซ็ททรานเฟอร์ การพิมพ์ลายลงบนกระดาษทรานเฟอร์ด้วยวิธีนี้เป็นการนำระบบการพิมพ์ออฟเซ็ทที่ ใช้ในงานสิ่งพิมพ์มาใช้พิมพ์ลวดลายลงบนกระดาษทรานเฟอร์ แล้วนำไปรีดร้อนติดลงบนเสื้อ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)























